วงกลมที่ดูเหมือนโดนัท วงเล็กบ้างใหญ่บ้าง หรือบางชิ้นเป็นวงรีดูคล้ายลูกรักบี้ ที่ทุกคนเห็นประดับอยู่ในศาลา ‘The Living Commons – อยู่ในเรื่องของเรา’ จริงๆ แล้วคือ ขยะทะเลจากการทำประมงที่ ‘ครูโยดา-กนกวรรณ สมบัติคุโณปการ’ นักอนุรักษ์จิตอาสาด้านสิ่งแวดล้อมจากหาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต ให้พวกเรามาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เรานำขยะทะเลเหล่านี้มาตีความใหม่ ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป ด้วยการร้อยออกมาเป็นโมบายห้อยเรียงเป็นโค้ง เพื่อสื่อถึงหง่อคาขี่ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ต ในโซนพื้นที่กึ่งสาธารณะ (semi-public zone) หรือหน้าบ้านของศาลา
ขยะทะเลส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมบนฝั่ง เช่น การท่องเที่ยวชายหาด ของเสียจากครัวเรือน และขยะที่ถูกพัดพามากับแม่น้ำก่อนจะไหลลงสู่ทะเล โดยขยะทะเลที่พบได้บ่อยในประเทศไทย มักเป็นขยะจากการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะขวดเครื่องดื่มพลาสติกและถุงพลาสติก รองลงมาคือขวดแก้ว ห่อหรือถุงขนม เศษโฟม และกระป๋องเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังพบกล่องโฟม หลอด ฝาพลาสติก และเชือกปะปนอยู่ในทะเลและตามชายฝั่งจำนวนมาก
แต่ในขณะเดียวกัน ขยะอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกิจกรรมในทะเลเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงหรือการขนส่งทางน้ำ อย่างขยะทะเลที่ใช้ในศาลา The Living Commons คือทุ่นลอยน้ำที่เป็นขยะพลาสติกจากอุปกรณ์ประมงที่มักผูกติดมากับอวนหรือแหเพื่อพยุงอวนให้ลอยน้ำ ความอันตรายของขยะทะเลเหล่านี้ จากรายงานของกรีนพีซ หรือองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ทุกๆ ปี จะมีขยะทะเลที่เป็นเศษอวนใช้แล้วถูกทิ้งลงมหาสมุทรมากถึง 640,000 ตัน หรือคิดเป็น 10% ของปริมาณขยะทะเลทั้งหมด และมีสัตว์ทะเลทั่วโลกต้องจบชีวิตลงเพราะติดเศษอวนมากกว่า 100,000 ตัวต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การขยายพันธุ์สัตว์น้ำ และสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลเป็นวงกว้าง
โมบายจากขยะทะเลในศาลา The Living Commons ไม่ได้เป็นเพียงการรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นงานตกแต่งเท่านั้น แต่พวกเรายังอยากสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านปัญหาขยะที่ชาวภูเก็ตต้องเผชิญในทุกวัน ขยะจากครูโยดาที่มาเป็นส่วนหนึ่งของศาลาในครั้งนี้ จึงเป็นทั้งงานศิลปะและเสียงสะท้อนของผู้คนที่กำลังขับเคลื่อนเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตัวเองอีกด้วย

ในฐานะที่ครูโยดาใจดีมอบขยะทะเลจากการประมงให้พวกเรา วันนี้เลยขอพาทุกคนมารู้จักกับครูโยดาให้มากขึ้นกัน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นและแรงผลักดันที่ทำให้เธอหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รวมถึงสอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับขยะทะเล ตั้งแต่ขยะเหล่านี้มาจากไหน วิธีการแยกทุ่นลอยน้ำ และจะนำขยะไปสร้างสรรค์ต่อได้ยังไง
จุดเริ่มต้นและแรงผลักดัน
เดิมครูโยดาทำงานอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่บริเวณหาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต ด้วยความที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณนี้มาตลอด จึงเริ่มสังเกตเห็นขยะจากทะเลที่ถูกคลื่นลมพัดพามาเกยตื้นติดหาดทรายในละแวกนั้นอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะช่วงฤดูมรสุมที่จะมากขึ้นกว่าเดิม
วันแล้ววันเล่า ครูโยดามองเห็นขยะที่แตกต่างกัน ชิ้น สีสัน รูปทรง มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ครูได้เรียนรู้ว่าขยะที่ลอยอยู่เหนือน้ำเค็มเหล่านี้ ไม่ได้มีต้นตอจากภูเก็ตเพียงอย่างเดียว แต่มีจำนวนมากที่มาจากน่านน้ำอื่นที่ห่างไกล และเริ่มศึกษาเบื้องหลังของขยะเหล่านี้ จนสามารถแยกสีของขยะที่มาจากทุ่น อวน และแห ที่มาจากทะเลต่างๆ ได้
ครูโยดายังอธิบายความแตกต่างของทะเลแต่ละฝั่งให้ฟังด้วย อย่างทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะโซนทะเลสาบสงขลาและนครศรีธรรมราช น้ำทะเลจะขุ่น ไม่ใสมากนัก เนื่องจากเน้นการทำประมงพื้นบ้าน ร่วมกับการใช้เรือขนาดใหญ่และอวนลาก ในขณะที่ทะเลฝั่งอันดามัน น้ำทะเลจะใส น้ำลึกและคลื่นแรง จึงนิยมใช้เบ็ดตกปลาและเครื่องมือประมงที่ทันสมัยกว่า และจากประสบการณ์ประกอบกับการสังเกตก็พบว่าทุ่นลอยน้ำเล็กๆ สีแดงจึงมาจากฝั่งอันดามัน และทุ่นลอยน้ำสีฟ้าส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทย



ลงมือทำเองและชวนคนมาทำด้วยกัน
วิกฤติโควิดเปลี่ยนชีวิตคนมากมายโดยไม่ทันตั้งตัว เช่นเดียวกับครูโยดา ธุรกิจท่องเที่ยวที่ทำงานอยู่ประสบปัญหาอย่างหนัก แต่แทนที่จะนั่งเฉยๆ ครูเลือกใช้เวลาว่างที่มีออกไปเดินตามชายหาดใกล้บ้าน และลงมือเก็บขยะด้วยตัวเองตั้งแต่นั้น เพียงเพราะต้องการให้หาดที่มาเดินเล่นทุกวันสะอาดและน่าอยู่มากขึ้น
จากกิจกรรมยามว่างกลายเป็นกิจวัตร จากกิจวัตรกลายเป็นงาน ความมุ่งมั่นของครูโยดาในการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้ครูได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับอุทยานแห่งชาติสิรินาถและหน่วยงานสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศราว 2-3 ปี เพื่อดูแลเรื่องการจัดการขยะทะเล ก่อนที่ครูจะนำประสบการณ์จากการทำงานกับหน่วยงานทั้งสองแห่ง ออกมาต่อยอดทำงานจิตอาสาด้วยตนเองในภายหลัง
ครูโยดากลับเข้ามาสู่โลกการทำงานอีกครั้ง แต่เป็นบทบาทที่เปลี่ยนไป ครูกลายเป็นนักขับเคลื่อนด้านการจัดการขยะทะเลอย่างจริงจัง ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางนักอนุรักษ์จิตอาสาของตัวเอง ด้วยการชักชวนเด็กๆ ในชุมชนมาจัดกิจกรรมเก็บขยะด้วยกัน


“ช่วงเทศกาลกินเจของจังหวัดภูเก็ต มักจะมีขยะขวดพลาสติกเยอะมาก เลยชวนเด็กๆ ในละแวกนั้นมาทำกิจกรรมด้วยกัน” ครูโยดาเล่า “โดยเสนอไอเดียว่า ใครเก็บขยะมาได้ ครูโยดาจะนับให้เก็บสะสมคะแนนมาแลกของรางวัล” พอกิจกรรมช่วงแรกไปได้ดี เด็กชื่นชอบกัน ครูก็เริ่มพาน้องๆ ไปเก็บขยะริมหาด เพื่อให้พวกเขาได้เห็น เรียนรู้ และลงมือทำ โดยเฉพาะการได้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมจากขยะด้วยตาตัวเอง
จากการได้ลงมือเก็บขยะเองทำให้พฤติกรรมของเด็กๆ เปลี่ยนไป เด็กบางคนเริ่มไม่ขอถุงพลาสติกกันแล้ว เปลี่ยนมาใช้กล่องข้าวหรือกระติกน้ำส่วนตัวมากขึ้น กลับไปอยู่บ้านก็สร้างขยะน้อยลง ทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง หนำซ้ำบางคนยังสอนแยกขยะให้พ่อกับแม่ด้วย นอกจากทำงานกับเด็กๆ ในชุมชนแล้ว ครูโยดายังจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมเช่นกัน เพราะครูเชื่อว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือผู้มาเยือนก็ตาม
“เพราะขยะมันมีทุกวัน ถ้ามัวแต่รอวันสำคัญๆ เพื่อมาเก็บมันไม่ใช่ เราต้องดูแลสิ่งแวดล้อมทุกวัน”
ใส่ความสร้างสรรค์ให้ขยะทะเลและส่งต่อ
สิ่งที่น่าสนใจของครูโยดาคือการมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของขยะแต่ละชิ้น ว่าสามารถเอามาดัดแปลงเป็นสิ่งอื่นๆ ได้อีกมากมาย หากเติมความสร้างสรรค์เข้าไป “ส่วนใหญ่ครูคิดเอง มองเห็นรูปร่างของขยะแต่ละชิ้นแล้วจินตนาการเอา เช่น รูปทรงวงกลมเหมือนโดนัท เห็นแบบนั้นแล้วก็เอามาดัดแปลงดู” ด้วยไอเดียอันหลากหลายเหล่านี้ ทำให้ขยะทะเลได้รับการต่อยอดออกมาเป็นงานศิลปะ สร้างมูลค่าใหม่ให้กับสิ่งของที่หลายคนมองว่าไร้ค่าได้อีกครั้ง
แม้ความคิดสร้างสรรค์จะช่วยต่อยอดให้กับขยะทะเลเหล่านี้ได้ แต่รายได้กลับไม่ใช่สิ่งที่ครูโยดาสนใจ “ครูก็ไม่เคยคิดจะขายขยะที่เก็บมานะ แต่จะแบ่งให้คนที่สนใจไปต่อยอดมากกว่า” เพราะสำหรับครูโยดา การสร้างความตระหนักรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญกว่ามาก
ด้วยความคิดสร้างสรรค์บวกกับแพสชั่นด้านสิ่งแวดล้อม เลยทำให้ครูโยดาส่งต่อขยะทะเลมาให้พวกเราทำงานศิลปะกันต่อ เรียกว่าโมบายนี้เปรียบเสมือนเสียงสะท้อนเรื่องราวการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมของคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งในภูเก็ต ที่อาจเริ่มต้นจากการลงมือทำเพียงลำพัง แต่ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมได้
การเก็บขยะของครูโยดาคือสิ่งเตือนใจเราว่า การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งใหญ่โตหรือรอคอยเวลาที่ใช่ แต่สามารถเริ่มต้นจากได้เลยจากการลงมือทำ หาความเป็นไปได้ในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม และมีความเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่มัน ‘อยู่ในเรื่องของเรา’ ทุกคนนั่นเอง


